smile

EECE621202 สุนทรียะทางดนตรีและการเคลื่อนไหวสำหรับเด็กปฐมวัย Aesthetic Music and Movement for Preschoolers 3(2-2-5) หน่วยกิต

ภาคการศึกษาที่ 1/2563

นักศึกษาชั้นปีที่ 2 [53 คน] ตอนเรียนที่ 1 วันศุกร์ เวลา 8.00-11.20 น. ห้อง 41703*
*ใช้ห้องประชุมไอยเรศ เป็นห้องฝึกปฏิบัติ ประมาณ 12 สัปดาห์

วันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

ชลินัน205 วารีรัตน์206 ปนัดดา224 บันทึกการเรียนรู้ 05


สรุปบทความสุนทรียะสำหรับเด็กปฐมวัย







สุนทรียะ หรือสุนทรียภาพ (Aesthetic) หมายถึง ความซาบซึ้งในคุณค่าของความงาม ทั้งจากธรรมชาติและงานศิลปะ ความซาบซึ้งนี้ เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการรับรู้ของมนุษย์ และเจริญได้ด้วยประสบการณ์ การศึกษาอบรม จนเกิดเป็นรสนิยมที่แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล
กระบวนการสร้างสรรค์ให้ผู้ชื่นชม ศิลปินใน กลุ่มนี้ยังมีความเชื่อที่แตกต่างกัน ดังนี้
๑. ความงามเป็นจินตนาการ มโนคติหรือ อุดมคติ
๒. ความงามเป็นปัญญาญาณหรือการ สร้างสรรค์ที่ปัญญาได้หยั่งรู้ (intuition)
๓. ความงามเป็นการตอบสนองต่อความ รู้สึก ความคิด และการเรียนรู้
การจัดประสบการณ์สุนทรียะสำหรับเด็ก จึง แตกต่างกันไปตามปัจจัยต่อไปนี้
๑. ความเชื่อทางศิลปะ (art belief)
๒. การรับรู้ภายนอก (external world perception)
๓. กระบวนการการสร้างสรรค์ (Creative process)
๔. ปรากฏการณ์ทางศิลปะ (art phenomenon)
๕. วิถีทางศิลปะ (art means)
สุนทรียะกับการทำงานของสมอง
ในช่วง ๒-๓ ทศวรรษที่ผ่านมา วงวิชาการ ในโลกตะวันตกได้ศึกษาค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ เรื่องพัฒนาการมนุษย์อย่างกว้างขวางโดยเฉพาะ อย่างยิ่งที่เกี่ยวกับการทำงานของสมองและหัวใจ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการดำรงชีวิตอย่างเป็น ปกติสุข เหตุผลสำคัญของการศึกษาค้นคว้า คือ เพื่ออธิบายสาเหตุและแนวทางแก้ไขปัญหา สุขภาพกาย สุขภาพจิตที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในคน ทุกชาติทุกวัย
อธิบายพัฒนาการของมนุษย์ว่ามีพื้นฐานจาก การทำงานสัมพันธ์กันทั้งสมองและหัวใจ งาน วิจัยทางการแพทย์ระบบสมองและหัวใจ (neuro cardiology) พบว่า
. เซลล์ประสาทในหัวใจร้อยละ ๖๐-๖๕ เป็นเซลล์แบบเดียวกับในสมอง ซึ่งทําหน้าที่ กํากับและควบคุมกระบวนการทํางานร่วมกัน ของความคิดจิตใจ (mind) สมอง และร่างกาย อีกทั้งยังสั่งการการเชื่อมต่อโดยตรงระหว่าง หัวใจกับโครงสร้างทางอารมณ์ และสติปัญญาใน สมอง
๒. หัวใจเป็นโครงสร้างสําคัญของต่อมไร้ท่อ ในร่างกายซึ่งมีบทบาทอย่างมากในการทํางาน อย่างเป็นองค์รวมของร่างกาย สมอง และ ความคิดจิตใจ
๓. หัวใจผลิตพลังไฟฟ้า ๒.๕ วัตต์ ในการ เต้นของชีพจรแต่ละครั้งซึ่งทําให้เกิดสนามแม่ เหล็กไฟฟ้าแบบเดียวกันกับสนามแม่เหล็กไฟฟ้า ของโลกและระบบสุริยจักรวาล สนามแม่เหล็ก ไฟฟ้าที่หัวใจส่งออกมานี้ เป็นคลื่นวิทยุและคลื่น แสงที่มีการแผ่พลังงานออกมารอบข้างได้ไกล ถึง ๑๒ - ๒๕ ฟุต
ด้วยเหตุนี้ เพียร์ซจึงอธิบายพัฒนาการของ มนุษย์ว่ามีศูนย์กลางอยู่ที่หัวใจและแบ่งลำดับขั้น พัฒนาการเป็น ๓ ช่วง ดังนี้
๑. ขั้นพัฒนาการทำงานประสานกันระหว่าง หัวใจและความคิดจิตใจ (heart-mind synchrony) ในระดับที่จําเป็นต่อการดำรงชีวิต ซึ่งเกิดขึ้นในวัยเด็กและสามารถสังเกตได้ในขั้น พัฒนาการตามทฤษฎีเพียเจต์
๒. ขั้นการทำงานประสานกันระหว่างตัว ตนทางกายภาพ (physical self) ที่พัฒนาแล้ว และกระบวนการสร้างสรรค์ซึ่งเกิดหลังช่วง วัยรุ่น
๓. ขั้นพัฒนาการของหัวใจที่สูงสุดจะ พัฒนาไปสูงกว่าระบบของร่างกายและอารมณ์ ทั้งหมดซึ่งเกิดขึ้นในวัยผู้ใหญ่ ความสำเร็จของ พัฒนาการขั้นนี้อยู่ที่การสื่อสารระหว่างสมองที่ พัฒนาความเป็นปัจเจกบุคคลกับหัวใจที่พัฒนา ปัญญาอันเป็นสากล ไม่ยึดติดกับตัวบุคคล
สุนทรียะของการเล่น
ไวกอตสกี (Vygotsky) กล่าวว่า สังคม วัฒนธรรมมีอิทธิพลต่อการพัฒนาปัญญาของ มนุษย์ ซึ่งมนุษย์พัฒนามโนทัศน์เกี่ยวกับโลกผ่าน กระบวนการในการสร้างใหม่และการทำซ้ำ การจดจําและแสดงพฤติกรรมซ้ำ ๆ เป็นการก่อรูป และปรับแต่งมโนทัศน์ของตนเอง กล่าวได้ว่า มนุษย์มีพื้นฐานของการเป็นผู้สร้างเนื่องจากเป็น ผู้สร้างความรู้เกี่ยวกับโลกด้วยตนเอง การ ตระหนักรู้เป็นหัวใจและหลักสำคัญในการพัฒนา ปัจเจกภายใต้บริบทสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับ ศิลปะ สังคม และวัฒนธรรม ศิลปวัฒนธรรม สะท้อนโครงสร้างจิตสํานึกของผู้คนแต่ละยุคสมัย ซึ่งมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันโดยตรงกับ สุนทรียะทางศิลปะ สำหรับเด็กแล้วการเล่นเป็น กิจกรรมที่ทำให้เด็กเกิดการตระหนักรู้ต่อโลก การเล่นนั้นประมวลอารมณ์ ความคิด และการ กระทำเข้าไว้ด้วยกัน เป็นกระบวนการของการ ตีความอย่างสร้างสรรค์ซึ่งเกิดจากการพบกัน ระหว่างตัวตนภายในของเด็กกับสิ่งแวดล้อม ภายนอก ทำให้เด็กถ่ายทอดจินตนาการออกมา เป็นการกระทำ กล่าวได้ว่า การเล่นสะท้อนให้ เห็นจิตสํานึกของเด็กในรูปแบบของสุนทรียะ
ไวกอตสกีมองการเล่นของเด็กว่าเป็นการ ตอบสนองความต้องการและแรงจูงใจภายในตน ต่างจากทัศนะที่มองว่าเด็กเล่นเพราะความสนุก และต้องการเผาผลาญพลังงานส่วนที่เกินออกไป การเล่นตามทัศนะของไวกอตสกีจึง หมายถึง จินตนาการ เป็นความจริงของภาพมายาของ ความต้องการที่ไม่ใช่ความจริง ซึ่งต่างจากชีวิต ประจำวันที่เป็นความจริง การเล่นเป็นตัวแทน ของกิจกรรมทางจิตสํานึกของมนุษย์ ขณะเด็ก เล่น อารมณ์และความคิดมีบทบาทต่อกันและ กันในการพัฒนาจินตนาการให้สูงขึ้น อย่างไร ก็ตาม จินตนาการไม่ได้ดำรงอยู่ในจิตสํานึกของ เด็กในวัยที่เล็กมาก ดังนั้น การที่เด็กได้มีโอกาส เล่นอย่างเหมาะสมในแต่ละวัยจะช่วยส่งเสริม จินตนาการอันนําไปสู่ปัญญาระดับสูงต่อไป

มโนทัศน์เกี่ยวกับศิลปะสำหรับเด็กปฐมวัย
ในที่นี้นำเสนอมโนทัศน์เกี่ยวกับศิลปะที่ เหมาะสมสำหรับเด็กปฐมวัย ๓ ประเภท ได้แก่ ศิลปะการเคลื่อนไหวและเต้นรํา ดนตรี และ ศิลปะการละคร

ศิลปะการเคลื่อนไหวและเต้นรํา
การเคลื่อนไหวเป็นภาษาแรกของมนุษย์ เป็นการแสดงออกถึงประสบการณ์ที่มีต่อ สรรพสิ่งในโลก การเคลื่อนไหวสร้างให้เกิดการ เชื่อมต่อของระบบประสาทในสมอง ยิ่งมีการ เคลื่อนไหวซ้ำ ๆ ยิ่งทำให้เกิดความแข็งแรงของ การเชื่อมต่อของวงจรประสาทระหว่างสมองกับ ร่างกายมากขึ้นเท่านั้น กล่าวได้ว่า ประสบการณ์ การเคลื่อนไหวช่วยก่อรูปบุคลิกภาพ ความรู้สึก และการประสบความสำเร็จของเด็ก ธรรมชาติ หรือพิมพ์เขียวทางพันธุกรรมเป็นเพียงแบบร่าง ของโครงสร้างทางสมอง ส่วนโอกาสของการมี ปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมหรือการอบรมเลี้ยงดู ช่วยทำให้แบบร่างนั้นมีโอกาสถูกสร้างขึ้นมา ทั้งนี้ การศึกษาเป็นกระบวนการที่ทำให้โครงสร้าง ทางสมองได้รับการพัฒนา

ดนตรี
ดนตรีนําพาเราไปสู่โลกของการเคลื่อนไหว และการเต้นรํา เป็นสื่อกลางในการสื่อสารที่เป็น สากล การเต้นรําเป็นศิลปะรูปแบบหนึ่งซึ่งผสาน ร่างกายและจิตใจในการสื่อสาร เป็นการแสดง ออกของอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดผ่านการ เคลื่อนไหว พิธีกรรมการเต้นรําของชนพื้นเมือง เริ่มขึ้นจากจังหวะ เช่น กระทืบเท้า ตบมือ ตี กลอง เป็นการเคลื่อนไหวที่สัมพันธ์กันระหว่าง ช่วงเวลาและพื้นที่ กล่าวได้ว่า จังหวะเป็นลำดับ ของการเคลื่อนไหวในช่วงเวลา และเสียงเกิด จากการสั่นสะเทือน เมื่อมีการเคลื่อนไหวย่อมมี ความถี่ และเมื่อมีความถี่ย่อมมีเสียง ความถี่ที่ แตกต่างกันส่งผลต่ออารมณ์ ความรู้สึกของ มนุษย์ เสียงความถี่สูงเป็นเสียงที่ทำให้รู้สึก ตื่นตัว ในขณะที่เสียงความถี่ต่ำทำให้รู้สึกผ่อน คลาย ในชีวิตประจำวันมนุษย์มีหลากหลาย อารมณ์ซึ่งสามารถค้นหาเพลงที่ฟังแล้วให้ผลใน ทางเสริมสร้างหรือลดทอนอารมณ์ความรู้สึก และความต้องการในช่วงเวลานั้น ๆ ได้ กล่าวได้ ว่า ทั้งเสียงและจังหวะขององค์ประกอบทาง ดนตรีมีพลังในการสื่อสาร

ศิลปะการละคร
การละครนอกจากจะเป็นเครื่องบันเทิง และให้ความสุขแล้ว ยังเป็นวิถีแห่งการศึกษาที่ สำคัญ เพราะละครเป็นสิ่งที่ช่วยโน้มน้าวจิตใจ คนให้เห็นผิดชอบได้ ทำให้จิตใจสูงขึ้น”
การที่เด็กมีโอกาสร่วมกิจกรรมละคร นับ ได้ว่าเป็นการรวมประสบการณ์สำหรับเด็ก เนื่อง จากในกิจกรรมละคร เด็กได้พัฒนาทั้งสติปัญญา การเคลื่อนไหวร่างกาย พฤติกรรมทางสังคมและ อารมณ์ ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และความ ชาบซึ้งในสุนทรียภาพ (Ruth, 1996, อ้าง ถึงใน ศิริพร หิรัญโอภาสวงศ์, ๒๕๔๔) ละคร เป็นการเลียนแบบธรรมชาติของมนุษย์โดยใช้ ภาษาหรือท่าทางผูกเป็นเรื่องราวเพื่อสื่อสาร ความคิด อารมณ์ความรู้สึก ละครนอกจากให้ คุณค่าในด้านบันเทิง พัฒนามนุษย์ในด้าน สุนทรียะแล้ว ยังเป็นภาพสะท้อนวิถีทางการ ดำเนินชีวิตให้กับมนุษย์ในทางที่ดีงาม ละครที่ เหมาะสมกับเด็กปฐมวัย คือ ละครสร้างสรรค์ ซึ่งนําองค์ประกอบของละครมาใช้ในห้องเรียน ไม่ต้องการคนดู มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาเด็กทั้ง รายบุคคลและการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม มุ่งเน้น กระบวนการและพัฒนาการของผู้ทํากิจกรรมใน กลุ่ม เทคนิคละคร ได้แก่ การเล่นสมมุติ การฝึก จินตนาการ เป็นวิธีการที่ทำให้เด็กได้ทดลอง หาเหตุผล จดจํา สร้างสรรค์ ต่อสู้แก้ปัญหา โดยซึมซับจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ตนได้พบเห็น
การเล่านิทาน เป็นการพูดอย่างหนึ่งที่ ถ่ายทอดความรู้สึกภายในโดยใช้ภาษาที่สูงขึ้น คำนึงถึงจุดเริ่มเรื่อง การดำเนินเรื่อง จุดหักเห และตอนจบ ผู้เล่านิทานควรฝึกออกเสียงและ พิจารณาถึงอารมณ์และรายละเอียดสำคัญของ เสียง เสียงที่น่าฟัง รวมไปถึงการพูดที่ชัดเจน การเล่านิทานด้วยเสียงที่ชัดเจน อบอุ่น และ จริงใจ พัฒนาคุณลักษณะเดียวกันนี้ให้กับเด็ก นิทานและเทพนิยายให้คุณค่าแก่เด็กแตกต่างกัน
นิทาน คือ ภาพสะท้อนของมนุษย์ เป็น เรื่องราวที่เล่าถึงความลี้ลับของชีวิตที่สืบทอดต่อ กันมา เปิดเผยถึงความหมาย สะท้อนถึงความ ลุ่มลึกในการเข้าใจชีวิตของมนุษย์แต่ละยุคสมัย เนื้อหาในนิทาน คือ เรื่องราวการพัฒนาของ มนุษย์และการไขปริศนาของชีวิตที่นําเสนอใน เชิงสัญลักษณ์ ตัวละครในนิทานคือบุคลิกภาพ บางด้านของมนุษย์ นิทานให้ความหวังแก่เด็กว่า มนุษย์ทุกคนสามารถก้าวไปสู่คุณภาพที่แท้จริง ของตนได้ ส่วนเทพนิยาย เป็นการฉายภาพของ จิตไร้สํานึกของมนุษย์ที่พยายามอธิบายความ คล้ายคลึงกันของวัฒนธรรมต่าง ๆ เป็นนิทานที่ สะท้อนความเชื่อซี่งดำรงมาตั้งแต่โบราณกาล แฝงภูมิปัญญาและความจริงทางจิตใจที่เด็กเห็น ภาพได้ เทพนิยายไม่ใช่เรื่องความเพ้อฝันอันว่าง เปล่า หากแต่ทำให้เด็กเรียนรู้ว่า ความซื่อสัตย์ ทำให้ดวงจิตงดงาม เป็นความงามที่เกิดขึ้นท่าม กลางความขาดแคลนซึ่งทำให้เกิดความสุขสูงสุด เด็กควรได้รับสุนทรีย์ประสบการณ์จากการฟัง นิทานหลากหลายรูปแบบ

บทบาทครูปฐมวัยในการสนับสนุน ประสบการณ์ทางสุนทรียะแก่เด็กปฐมวัย
ชกรีมาเชอร์ (Schirrmacher) (1998) กล่าวถึง บทบาทครูปฐมวัยที่สนับสนุนประสบการณ์ทางสุนทรียะของเด็กไว้ว่า
๑. ครูเป็นแบบอย่างทางสุนทรียะ
ครูสามารถเป็นแบบอย่างของสํานึกทาง สุนทรียะและความรู้สึกที่ผ่านสัมผัสรับรู้ต่าง ๆ โดยให้เวลากับการเรียนรู้ที่จะเป็นผู้ตอบสนอง อย่างสุนทรียะ การแต่งกายของครูสะท้อนความ ชื่นชมสีและความกลมกลืนของสีในการเลือก เสื้อผ้าและเครื่องประดับ การแต่งกายที่ประณีต สบาย เหมาะกับการเคลื่อนไหว การเล่น การก้ม ตัว และการนั่งกับพื้น แสดงสุนทรียะในอิริยาบถ ของครู ความใส่ใจและให้เวลากับเรื่องเหล่านี้
๒.การพัฒนาความงดงามภายในใจ
ความงดงามภายในจิตใจของครู แสดงให้ เห็นได้จากการมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับเด็กทุกคนและ เห็นคุณค่าของความแตกต่างของเด็กแต่ละคน ท่าทีของครูที่มองหาความแตกต่างและความ งดงามของเด็กแต่ละคน เป็นสิ่งที่เด็กรับรู้ได้จาก คําพูดที่ไพเราะ เด็ก ๆ ชอบน้ำเสียงที่ให้เกียรติ และไม่ใช้อำนาจ
๓.การนําเสนอศิลปะที่หลากหลาย
เด็ก ๆ ควรได้พบความแตกต่างหลากหลาย เช่น งานศิลปะ บทเพลง การจัดสิ่งแวดล้อม อย่างมีสุนทรียะ ห้องเรียนสามารถสร้างบรรยากาศ ที่เป็นสุนทรียะได้และสิ่งแวดล้อมที่เต็มไปด้วย การสัมผัสที่หลากหลาย ติดภาพงานศิลปะ โครงสร้างของห้อง และการเลือกใช้สี จัดให้มี กิจกรรมไปเยี่ยมศิลปินหรือคนที่ทำงาน
แนวทางการกำหนดวัตถุประสงค์ในการ จัดประสบการณ์สุนทรียะสำหรับเด็ก ปฐมวัย ศิลปะการเคลื่อนไหวและเต้นรํา
จิตพิสัย
๑. การมีสมาธิจดจ่อ
๒. ความมั่นใจ
๓. จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์
๔. การชื่นชมผู้อื่น
พุทธพิสัย
๑. ศิลปะการเคลื่อนไหว และการเต้นรําหลายแบบ
๒. คำศัพท์ที่เรียกการเคลื่อนไหวลักษณะ ต่าง ๆ เช่น ก้าวกระโดด เดินย่ำเท้า การดูทิศทาง และการใช้คำศัพท์อย่างเหมาะสม
๓. การเคลื่อนหลายลักษณะรวมทั้งการใช้ ร่างกายถ่ายทอดการเคลื่อนไหว
๔. การใช้พื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ
๕. การระมัดระวังความปลอดภัยเมื่อ เคลื่อนไหวไปในพื้นที่ต่าง ๆ และเคลื่อนไหวข้างผู้อื่น
ทักษะพิสัย
๑. การเข้าใจและปฏิบัติตามคำสั่ง
๒. การแสดงความเป็นตัวของตัวเอง
๓. การประสานสัมพันธ์ส่วนต่าง ๆ และ ควบคุมร่างกายในการเคลื่อนไหวเต้นรํา
๔. การใช้พื้นที่และความตระหนักเป็น พิเศษในสถานการณ์การเคลื่อนไหวเต้นรําในที่ ต่าง ๆ เช่น ในห้องประชุม กลางแจ้ง
๕. การเลียนแบบการเคลื่อนไหวในท่าเต้นรํา
๖. การจำแบบแผนการเคลื่อนไหว
๗. การลำดับการเคลื่อนไหวง่าย ๆ
๘. การจดจําและการทำซ้ำ
๙. การเคลื่อนไหวท่าพื้นฐานในการเต้นรํา ได้แก่ เดินเท้า ก้าวกระโดด โยก หมุน
๑๐. การเคลื่อนไหวในทิศทางต่าง ๆ
๑๑. การใช้จินตนาการตอบสนองและ ตีความสิ่งเร้าโดยใช้การเต้นรํา
๑๒. การแสดงการเคลื่อนไหวเต้นรํา
พุทธิพิสัย
๑. การเปล่งเสียงตอบสนองต่อดนตรีอย่าง สร้างสรรค์ ได้โดยใช้เสียงทั้งที่เป็นรายบุคคล เป็นกลุ่มย่อย และกลุ่มใหญ่
๒. การฝึกฝนฟังดนตรีอย่างมีสมาธิ สํารวจ เสียงเพลง จนสามารถรู้สึกถึงดนตรี เข้าไปในตัว (inner hearing) และตระหนักถึงความกลมกลืน (harmony) อันเกิดจากองค์ประกอบต่าง ๆ ทางดนตรีได้แก่
๒.๑ จังหวะ (rhythm) ซึ่งเป็นการจัด เรียงของเสียงและความเงียบ มีความสั้นยาว สม่ําเสมอ มีจุดเน้น หนัก เบา เร็ว ช้า และ จังหวะตามทํานองที่แตกต่างกัน
๒.๒ ทํานอง (melody) การจัดเรียงของ ระดับเสียง สูง ต่ํา (pitch) ซึ่งกําหนดความสั้น ยาวไว้ตามจังหวะของทํานอง
๒.๓ เสียงประสาน (harmony) ตั้งแต่ ๒ เสียงขึ้นไปที่ร้อง เล่น หรือดําเนินไปพร้อมๆ กัน ทําให้เกิดการสอดประสานกันของทํานอง
๒.๔ รูปแบบ (form) ซึ่งเป็นโครงสร้าง ที่ทําให้ดนตรี หรือ บทเพลงแต่ละบทมีความเป็น หนึ่ง ประกอบด้วย ทํานองหลัก ประโยค และ การซ้ําทวน
๒.๕ สีสัน (timbre) ที่จะให้ความ กลมกลืนระหว่างเสียงร้องในระดับที่แตกต่าง และเครื่องดนตรีแบบต่าง ๆ เช่น เครื่องสาย เครื่องเป่า
๒.๖ ลั ก ษ ณ ะ ข อ ง เ สี ย ง (characteristics of sound) เป็นความรู้สึกที่ ถ่ายทอดออกมาตามอารมณ์ดนตรี ผ่านคุณภาพ ของเสียง ความเร็วของจังหวะ(tempo) และ ความดังค่อยของเสียง (dynamics)
๓. การขยายประสบการณ์และความรู้ทางดนตรี จากวัฒนธรรมที่หลากหลาย ด้วยดนตรี และเพลงที่คัดสรรจาก
๓.๑ เพลงในสมัยต่าง ๆ และวัฒนธรรม ต่าง ๆ
๓.๒ เพลงที่ประพันธ์โดยนักประพันธ์ เพลงและนักดนตรีที่มีชื่อเสียงทั้งในอดีต และ ปัจจุบัน
ทักษะพิสัย
๑. การแสดงออกและสร้างสรรค์ประพันธ์ เพลงโดย
๑.๑ การควบคุมเสียงการเปล่งเสียง ของตนเอง และใช้อุปกรณ์ที่มีเสียงทั้งที่เป็น เครื่องดนตรีและไม่เป็นเครื่องดนตรี
๑.๒ การหัดร้องเพลงจากความจํา เพื่อ ฝึกการรับรู้เรื่องจังหวะและทํานอง ตลอดจนการ ควบคุมลมหายใจ ความดังของเสียง จังหวะและ ระดับเสียง
๑.๓ การเล่นเพลงทํานองสั้นๆ หรือ เล่นเสียงประกอบเพลง และเล่นแบบแผนดนตรีสั้น ๆ ที่ได้ยิน
๒. การแสดงร่วมกับผู้อื่นโดยตระหนักถึง
๒.๑ การร้องเพลงพร้อมกับเพื่อน เล่น ดนตรีเป็นท่อน โดยตระหนักถึงผู้ที่ร่วมแสดง
๒.๒ การฝึกซ้อมและแลกเปลี่ยนการ สร้างเสียงดนตรีกับผู้อื่น
๓. การสร้างสรรค์ดนตรีเพื่อตอบสนองสิ่ง เร้าต่าง ๆ และสํารวจสิ่งต่าง ๆ รอบตัว เช่น เสียง
๓.๑ การสร้างสรรค์แต่งทํานองเพลง คิดทํานองเพลง หรือเปลี่ยนทํานองขณะเล่นและ ร้องเพลง
๓.๒ การสํารวจ สร้าง เลือก และเรียบ เรียงเสียงที่เป็นโครงสร้างง่ายๆ
๔. การสื่อสารความคิดทางดนตรีร่วมกับผู้อื่น
๔.๑ ใช้เสียงเพื่อสร้างสรรค์ เช่น เสียง ซักผ้า เสียงฝนตก เสียงเดินบนใบไม้ -
๕. การฟัง
๕.๑ การรู้จักดนตรี จากเพลงยุคต่าง ๆ
๕.๒ การรู้ว่าเสียงต่าง ๆ เกิดจากวิธี ต่าง ๆ เช่น เป่า เขย่า เปล่ง เคาะ
๕.๓ การรู้ว่าเสียงที่ใช้ในดนตรี เพื่อ สร้างความรู้สึกต่าง ๆ เช่น สงบสบาย กระตือรือร้น เบิกบาน
๕.๔ การรู้ว่าดนตรีมาจากสมัยและถิ่น ที่ต่าง ๆ

ศิลปะการละคร
การเล่นบทบาทสมมุติ การเล่นตาม จินตนาการและการเล่าเรื่อง
จิตพิสัย
๑. การมีความรู้สึกร่วมและเห็นใจผู้อื่น
๒. ความมั่นใจในการใช้อุปกรณ์และพื้นที่ รอบตัวในการถ่ายทอดและพัฒนาความคิดของตน
๓. ความมั่นใจในการสวมบทบาทต่าง ๆ เช่น เด็กชายสวมบทบาทผู้หญิง
๔. การรู้จักแบ่งปัน
๕. ความสุขในการได้แสดงออกถึงความ เป็นตัวเอง
พุทธพิสัย
. บทบาทที่หลากหลายของคนในสังคม
๒. ภาษาและการใช้ภาษาที่เหมาะสมกับ บทบาทต่าง ๆ
๓. การดำเนินชีวิตและวัฒนธรรมต่าง ๆ ของผู้คน
๔. การสวมบทบาทผู้อื่น
๕. กติกาข้อตกลงในการเล่นกับผู้อื่น
๖. การมีประสบการณ์กับความรู้สึกต่าง ๆ ของบุคคล
๗. ความแตกต่างระหว่างการเล่นสมมุติกับ ชีวิตจริง
๘. ความแตกต่างของบทบาทต่าง ๆ
ทักษะพิสัย
๑. การเจรจาต่อรอง การร่วมมือ การ ทำงานร่วมกัน
๒. การประนีประนอมในการเล่นที่ดำเนิน ไปอย่างต่อเนื่อง
๓. การสวมบทบาทโดยใช้อุปกรณ์เป็นสื่อ
๔. การฟังและตอบสนองเพื่อต่อเนื่องบทสนทนา
๕. การกำหนดขอบเขตของตนโดยการสังเกตจากการเจรจาต่อรอง
. แบบระดับเสียงและการแสดงออกเพื่อ ให้ภาพตัวละครที่ต่างกัน
๗. การแสดง( perform)
๘. การเล่นบทบาทสมมติที่มีกติกาข้อตกลงกำกับ เช่น ใช้ตะกร้าเพื่อเล่นบทบาทลูกค้า จ่ายเงินซื้อของ
๙. การแสดงออกและสํารวจความรู้สึก
๑๐. การเลือกและทำอุปกรณ์ที่เหมาะสม กับบทบาทที่เล่น
๑๑. การฟัง จดจํา และเล่าเรื่องราว ตามลำดับเหตุการณ์
๑๒. การแต่งเรื่อง
๑๓. การแลกเปลี่ยนความคิดกับผู้อื่น

บทสรุป
สุนทรียะเกี่ยวข้องโดยตรงกับอารมณ์ความ รู้สึก สุนทรียะสร้างให้เกิดสุขภาวะ เป็นสภาวะที่ มีสุขภาพดี มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีความสุข สุขภาวะเป็นสภาวะของการเชื่อมรวมระหว่าง กายและจิตใจอย่างเป็นหนึ่งเดียวกัน องค์ความรู้ ทางสมองเผยให้เห็นถึงความสำคัญของพลังของ หัวใจที่มีอิทธิพลต่อสมดุลของการทำงานอย่าง ประสานกันระหว่างสมอง ร่างกาย และจิตใจ ธรรมชาติสร้างให้สัญชาตญาณเป็นตัวควบคุม การทำงานของร่างกาย ในขณะที่ปัญญาญาณ เกี่ยวข้องโดยตรงกับการทำงานของจิตใจ ปัญญาญาณเป็นส่วนที่ทำให้การมีชีวิตอยู่ของ มนุษย์มีคุณค่า มีความหมาย เป็นบ่อเกิดของงาน ศิลปะด้านต่าง ๆ เกี่ยวข้องกับความสวย ความ งาม ความรัก และมิตรภาพ ปัญญาญาณเป็น ความรู้ที่เกิดขึ้นภายในตัวบุคคลซึ่งเข้าถึงได้ด้วย ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวเป็นส่วนหนึ่งของตัวเด็ก การเรียนรู้ที่สอดรับกับสภาวะของเด็ก คือ การ เรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัส ซึ่งเด็กรับทุกสิ่งที่เข้า
มากระทบโดยปราศจากการกลั่นกรอง ประสบ-4 การณ์ทางสุนทรียะจึงสำคัญสำหรับเด็กปฐมวัย ในการก่อร่างสร้างตัวตนทั้งทางกายและจิตใจ การให้เด็กได้ใช้ร่างกายในการเล่นอย่างอิสระ เป็นโอกาสสำคัญในการเสริมสร้างจินตนาการซึ่ง จะพัฒนาเป็นปัญญาระดับสูงต่อไป
ศิลปะด้านต่าง ๆ สำคัญมากในการสร้าง สมดุลแก่เด็กปฐมวัย โดยผ่านความงาม จะพบ ความจริงและเข้าถึงความดี โดยผ่านความงาม เด็กจะเกิดความซาบซึ้ง เห็นคุณค่าในสรรพสิ่ง และมีจิตใจที่ขยายใหญ่ไม่ยึดติดตัวตน นี่คือ คุณสมบัติที่ต้องการพัฒนาให้เกิดขึ้นในบุคคล ดังปรากฏในเป้าหมายของการศึกษาไทยตาม พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๔๒ ที่มุ่งให้การศึกษาเป็นไปเพื่อพัฒนาคน ไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ และสติปัญญา


บรรณานุกรม
ภาษาไทย
เซินยี, แอร์เซแบท. ๒๕๓๗. หลักการของโคดายสู่การปฏิบัติ: วิธีการด้านดนตรีศึกษาโดยการสอนแบบ
โคดาย. แปลและเรียบเรียง โดย ณรุทธ์ สุทธจิตต์, กรุงเทพฯ: สํานักพิมพ์จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย
วราภรณ์ โพธิ์ศรีประเสริฐ. ๒๕๔๕. การพัฒนาโปรแกรมปรับปรุงการพูดสําหรับครูปฐมวัยโดยใช้
เทคนิคการละคร. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
วิธาน ฐานะวุฑฒิ. ๒๕๔๗. หัวใจใหม่-ชีวิตใหม่, เชียงราย: ปิติศึกษา
วิมลรัตน์ วิมลรัตนกุล. ๒๕๔๗. การพัฒนาโปรแกรมการส่งเสริมความสามารถทางการขับร้องของครู
ปฐมวัยในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้เด็กวัยอนุบาลโดยการประยุกต์ใช้แนวคิดทาง
ดนตรีของโคดาย. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ศิริพร หิรัญโอภาสวงศ์. ๒๕๔๔. การศึกษาการใช้ละครในโรงเรียนอนุบาลในกรุงเทพมหานคร.
วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โอโช.
๒๕๔๔. ปัญญาญาณ, แปลและเรียบเรียงโดย ประพนธ์ ผาสุกยืด, กรุงเทพฯ: ใยไหม.
ภาษาอังกฤษ
Bergstrom, M. 1969. An Entropy Model of the Developing Brain. Developmental
Psychology 2 (3): 139-152.
Blythe, S.G. 2004. The well balanced child. Gloucestershire: Hawthorn press.
Lindgvist, G. 1995. The aesthetics of play : A didactic study of play and alture in
preschool s. Uppsala, Sweden: Uppsala University. Lowenfeld, V. and Brritain,
W. L. 1987. Creative and mental growth. 8th ed. New York: Macmillan.
Mellon, N. 2000. Storytelling with children. New Hampshire: Hawthorn Press.
Pearce. J.C. 2002. The biology transcendence: A blueprint of the human spirit. Vermont :                Park Street Press.
Schirrmacher, R. 1998. Art and creative development for young children, 3d ed. New
York: Delmar.
Wikipedia. 2008. Triune brain [online]. Available from http://en.wikipedia.org/wiki/
Triune_brain [2008, August 25).
Wright, S. 2002. The arts, young children, and learning. Boston: Allyn and Bacon.
 ผู้เขียน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. บุษบง ตันติวงศ์ อาจารย์พิเศษ สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย
คณะครุศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อ.ดร.ศศิลักษณ์ ขยันกิจ อาจารย์ประจํา สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย



สมาชิก
1.นางสาวชลินัน ศาลางาม 205
2.นางสาววารีรัตน์ สีคำแซง 206
3.นางสาวปนัดดา ต้นหนองสรวง 224



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น