smile

EECE621202 สุนทรียะทางดนตรีและการเคลื่อนไหวสำหรับเด็กปฐมวัย Aesthetic Music and Movement for Preschoolers 3(2-2-5) หน่วยกิต

ภาคการศึกษาที่ 1/2563

นักศึกษาชั้นปีที่ 2 [53 คน] ตอนเรียนที่ 1 วันศุกร์ เวลา 8.00-11.20 น. ห้อง 41703*
*ใช้ห้องประชุมไอยเรศ เป็นห้องฝึกปฏิบัติ ประมาณ 12 สัปดาห์

วันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

203สุกัญญา 209สุภาพร 230นริศรา

          
บันทึกสะท้อนการเรียนรู้ครั้งที่ 5

รายวิชา สุนทรียะทางดนตรีและการเคลื่อนไหวสำหรับเด็กปฐมวัย


          สุนทรียะ หมายถึง ความซาบซึ้งในคุณค่าของความงามทั้งจากธรรมชาติและศิลปะ เกี่ยวข้องโดยตรงกับอารมณ์และความรู้สึก สุนทรียะสร้างสุขภาวะซึ่งเป็นสภาวะของการประสานกลมกลืนระหว่างร่างกายและจิตใจ ดังนั้น เด็กปฐมวัยจึงเรียนรู้ได้ดีผ่านการเคลื่อนไหวและประสาทสัมผัส การเล่นสำคัญมากสำหรับเด็กปฐมวัย เพราะเป็นเครื่องมือตามธรรมชาติในการเรียนรู้รอบตัว ในการเล่นเด็กได้ประมวลอารมณ์ ความคิด และการกระทำเข้าด้วยกัน เป็นการถ่ายทอดจินตนาการออกมาสู่การกระทำที่เป็นจริง ซึ่งสะท้อนจิตสำนึกของเด็กในรูปของสุนทรียะ และเป็นการพัฒนาจิตพิสัยทางหนึ่ง บทบาทของครูปฐมวัยในการสนับสนุนประสบการณ์ทางสุนทรียะแก่เด็กได้แก่
          1. การเป็นสุนทรียทางสุนทรียะในทุกอิริยาบถ
          2. การพัฒนาความงดงามภายในจิตใจ
          3. การจัดศิลปะที่หลากหลาย
          ด้วยความเชื่อที่ว่าความงาม เป็นเรื่องของความรู้สึกของบุคคลในการตอบสนองต่อสิ่งรอบตัว ความงามนี้จึงมีลักษณะเป็นจิตพิสัย ศิลปะ คือการแสดงออก ธรรมชาติคือ สิ่งดลใจให้ศิลปินเสนอตัวแปรส่วนบุคคลอันเป็นกระบวนการสร้างสรรค์ให้ผู้ชื่นชม ศิลปินในกลุ่มนี้ยังมีความเชื่อที่แตกต่างกัน ดังนี้
          1. ความงามเป็นจินตนาการมโนคติหรืออุดมคติ
          2. ความงามเป็นปัญญาญาณหรือการสร้างสรรค์ที่ปัญญาได้อย่างรู้
          3. ความงามเป็นการตอบสนองต่อความรู้สึกความคิดและการเรียนรู้
          ด้วยความหมายที่แตกต่างของแตกต่างกันของสุนทรียการจัดประสบการณ์สุนทรียสำหรับเด็กจึงแตกต่างกันไปตามปัจจัยต่อไปนี้
          1. ความเชื่อทางศิลปะ
          2. การรับรู้โลกภายนอก
          3. กระบวนการสร้างสรรค์
          4. ปรากฏการณ์ทางศิลปะ
          5. วิถีทางศิลปะ


สุนทรียเกี่ยวกับการทำงานของสมอง
          ในช่วง 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมา วงวิชาการในโลกตะวันตกได้ศึกษาค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์เรื่องพัฒนาการมนุษย์อย่างกว้างขวางโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวกับการทำงานของสมองและหัวใจ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการดำรงชีวิตอย่างเป็นปกติสุข งานวิจัยทางการแพทย์ระบบสมองและหัวใจพบว่า
          1. เซลล์ประสาทในหัวใจร้อยละ 60 ถึง 65 เป็นเซลล์แบบเดียวกับในสมอง ซึ่งทำหน้าที่กำกับและควบคุมกระบวนการทำงานร่วมกันของความคิด จิตใจ สมอง และร่างกาย
          2. หัวใจเป็นโครงสร้างสำคัญของต่อมไร้ท่อในร่างกายซึ่งมีบทบาทอย่างมากในการทำงานอย่างเป็นองค์รวมของร่างกาย สมอง และความคิดจิตใจ
          3. หัวใจผลิตพลังงานไฟฟ้า 2.5 วัตต์ ในการเต้นของชีพจรในแต่ละครั้งซึ่งทำให้เกิดสนามแม่เหล็กไฟฟ้าแบบเดียวกันกับสนามแม่เหล็กไฟฟ้าของโลกและระบบสุริยะจักรวาล
          ด้วยเหตุนี้ เพียร์ชจึงอธิบายพัฒนาการของมนุษย์ว่ามีศูนย์กลางอยู่ที่หัวใจและแบ่งลำดับชั้นพัฒนาการเป็น 3 ช่วง ดังนี้
          1. ชั้นพัฒนาการการทำงานแล้วทำงานประสานกันระหว่างหัวใจและความคิดจิตใจ
          2. ขั้นการทำงานประสานกันระหว่างตัวตนทางกายภาพ
          3. ขั้นพัฒนาการของหัวใจที่สูงสุดจะพัฒนาไปสูงกว่าระบบการทำงานของร่างกายและอารมณ์ทั้งหมดซึ่งเกิดขึ้นในวัยผู้ใหญ่
          สมองของมนุษย์มีพัฒนาการจากด้านในออกด้านนอก และจากส่วนหลังไปหาส่วนหน้า โดยใน 7 ปีแรกของวัย ซึ่งอยู่ในพัฒนาการขั้นก่อนการคิดเชิงตรรกะ หรือขั้นจะรับรู้จากประสาทสัมผัส และการเคลื่อนไหวและขั้นเริ่มคิดด้วยญาณ ตามทฤษฎีของเพียเจย์ สมองชั้นชั้นในสุดส่วนอาร์ซิสเทม หรือสมองสัตว์เลื้อยคลาน ซึ่งประกอบด้วยก้านสมองและซีรีเบลลัม จะมีพัฒนาการสูงสุดหรือบรรลุวุฒิภาวะเป็นอันดับแรก สมองส่วนนี้ทำหน้าที่ควบคุมประสาทอัตโนมัติ เกี่ยวกับการเต้นของหัวใจ การหายใจ และการดำรงชีวิตตามสัญชาตญาณ เด็กวัยนี้จึงเรียนรู้ได้ดีผ่านการลงมือทำและการใช้ประสาทสัมผัสเรียนรู้โลกรอบตัว
          ในวัย 7 ถึง 15 ปีสมองส่วน limbic system หรือสมองส่วนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเก่า ที่เริ่มพัฒนามาตั้งแต่ปฐมวัยจะมีวุฒิภาวะสูงสุดสมองส่วนที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับความจำ การเรียนรู้ พฤติกรรม ความสุข และอารมณ์ขั้นพื้นฐาน เด็กในวัยนี้จึงเรียนรู้ได้ดีผ่านจังหวะ การคิดที่เริ่มเป็นเหตุเป็นผล
          ในวัย 15 ถึง 21 ปี สมองส่วนนีโอคอร์เทกซ์ หรือสมองส่วนเลี้ยงลูกด้วยนมใหม่ จะพัฒนาถึงขั้นที่มีวุฒิภาวะสูงสุด ซึ่งสมองส่วนนี้เป็นส่วนที่เกี่ยวกับความรู้สึกนึกคิด การเรียนรู้ สติสัมปชัญญะ และรายละเอียดที่สลับซับซ้อน ในช่วงวัยรุ่นเป็นวัยที่สามารถเรียนรู้เชิงวิชาการขั้นซับซ้อนที่ต้องอาศัยการคิดขั้นสูงจำพวก การคิด วิเคราะห์สังเคราะห์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ
          การทั้ง 3 ขั้นดังกล่าวเป็นไปตามวุฒิภาวะสัมพันธ์กับการเจริญเติบโตขององค์ประกอบองค์ประกอบสำคัญของมนุษย์ซึ่งมีด้วยกัน 3 ส่วนสำคัญคือสมอง หัวใจ และร่างกายที่ทำงานสอดคล้องกัน
          โมเดลพัฒนาการสมองของแมทติ เบอร์สตรอม แห่งมหาวิทยาลัยเฮลซิงกิชี้ให้เห็นว่าการคิด หรือปัญญาของเด็กวัย 3-6 ปี แตกต่างจากปัญญาของผู้ใหญ่ ดังนั้นโดยธรรมชาติ ปัญญาของเด็กวัยนี้ไม่ถูกจำกัดโดยโลกของวัตถุแบบปัญญาของผู้ใหญ่จะมีลักษณะเป็นจินตนาการ และความฝันของโลกภายใน เพราะเกิดจากการทำงานของก้านสมองที่ส่งกระแสความคิดอย่างไร้ระเบียบ และเป็นพลวัตร ความคิดสร้างสรรค์ ความรู้สึกสุนทรีย การรู้คุณค่า ความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับสิ่งต่างๆ เกิดจากปัญญาแบบนี้ ถ้าพิจารณาให้ดีจะพบว่าปัญญานี้เป็นปัญญาระดับสูงที่เป็นพื้นฐานของจิตที่ปล่อยวาง และเบิกบาน ส่วนปัญญาของผู้ใหญ่ซึ่งเติบโตบนพื้นโลกมานาน เป็นปัญญาที่ถูกยึดติดกับพลังแรงโน้มถ่วงของโลกจนกลายเป็นปัญญาที่รับรู้ว่าถูกจากโลกภายนอก ผ่านคอร์เทกซ์ที่มีการทำงานเป็นระเบียบ
          ในขณะที่ก้านสมองทำงานแบบจิตไร้สำนึกและคอร์เทกซ์ ทำงานแบบจิตสำนึกลิมบิก limbic system ที่อยู่ลึกลงไปในสมอง ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของอารมณ์และนิวโรฟิสิโอโลจิคาลเซลฟ์ สามารถตระหนักรู้ในตนเอง ลิมบิกซิสเทมนี้เป็นส่วนที่สามารถช่วยให้เกิดสมดุลของปัญญาของโลกแห่งวัตถุภายนอกและปัญญาจากโลกแห่งจิตวิญญาณภายในได้ถ้าบุคคลนั้นมีศักยภาพและได้รับการพัฒนาที่เหมาะสม
          โมเดลพัฒนาการของสมองของแมทติเบอร์สตรอม ยืนยันว่าการเล่นและกิจกรรมที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการเป็นสิ่งที่เหมาะสมกับพัฒนาปัญญาของเด็กปฐมวัย การพยายามพัฒนาปัญญาอย่างเป็นระบบในแบบของผู้ใหญ่ให้แก่เด็กวัยนี้ จะสกัดกั้นการพัฒนาปัญญาระดับสูงที่ต้องอาศัยความเข้าใจวัตถุวิสัยอันเป็นหลักสัจธรรมในธรรมชาติและอารมณ์ อันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับสรรพสิ่งเมื่อเด็กโตเป็นผู้ใหญ่

สุนทรียะของการเล่น
          ไวกอตสกี กล่าวว่า สังคมวัฒนธรรมมีอิทธิพลต่อการพัฒนาปัญญาของมนุษย์ ซึ่งมนุษย์พัฒนามโนทัศน์เกี่ยวกับโลกผ่านกระบวนการในการสร้างใหม่และการทำซ้ำ การจดจำ และแสดงพฤติกรรมซ้ำๆ เป็นการก่อรูปและปรับแต่งมโนทัศน์ของตนเอง กล่าวได้ว่ามนุษย์มีพื้นฐานของการเป็นผู้สร้างเนื่องจากเป็นผู้สร้างความรู้เกี่ยวกับโลกด้วยตนเอง การตระหนักรู้เป็นหัวใจหลักสำคัญในการพัฒนาปัจเจกภายใต้บริบทสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับศิลปะ สังคม และวัฒนธรรม ศิลปวัฒนธรรมสะท้อนโครงสร้างจิตสำนึกของผู้คนแต่ละยุคสมัยซึ่งมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันโดยตรงกับสุนทรียะทางศิลปะ สำหรับเด็กแล้วการเลือกพฤติกรรมที่ทำให้เด็กเกิดตระหนักรู้ต่อโลก การเล่นนั้นประมวลอารมณ์ ความคิด และการกระทำเข้าไว้ด้วยกัน เป็นกระบวนการของการตีความอย่างสร้างสรรค์ซึ่งเกิดจากการพบกันระหว่างตัวตนภายในของเด็กกับสิ่งแวดล้อมภายนอก ทำให้เด็กถ่ายทอดจินตนาการออกมาเป็นการกระทำ กล่าวได้ว่าการเรียนสะท้อนให้เห็นความรักของเด็กน้อยรูปแบบของสุนทรียะ
          ไวกอตสกีมองว่า ศิลปะช่วยพัฒนาความสามารถในการสร้างสรรค์ของมนุษย์ ทำให้มนุษย์เกิดความพัฒนาตัวตนภายในที่สูงขึ้น อารมณ์และความคิดจึงมีความสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่นภายใต้ทัศนะของไวกอตสกี สุนทรียศาสตร์รูปแบบต่างๆ มีอิทธิพลต่อความรู้สึกของมนุษย์ทำให้ความรู้สึกที่แตกต่างออกไปจากอารมณ์ปกติในแต่ละวัน กล่าวคือ อารมณ์ที่มีความสุนทรียะทำให้เกิดความผ่อนคลายและชะลอการตอบสนอง ซึ่งสร้างให้เกิดแรงบันดาลใจในการตีความและถ่ายทอดประสบการณ์ออกมา โดยที่การตีความนั้นเป็นการทำให้อารมณ์อยู่ในระดับของการตระหนักรู้ บุคคลตีความภายใต้กรอบของวัฒนธรรม บุคคลจึงเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมและวัฒนธรรมเป็นส่วนหนึ่งของการตีความของบุคคล เนื่องจากศิลปะแฝงไว้ด้วยความรู้ทางสังคมในรูปสัญลักษณ์ที่มีความหมายหลากหลาย  ดังนั้นไม่ว่าเรากำลังสร้างสรรค์หรือตีความงานศิลปะ ขณะนั้นเป็นการทำงานบนพื้นที่ของทั้งความเป็นบุคคลและสังคม
          ไวกอตสกีมองการเล่นของเด็กว่าเป็นความตอบสนองความต้องการ และแรงจูงใจภายในตนต่างตากทัศนะที่มองว่าเด็กเล่นเพราะความสนุกและต้องการเผาผลาญพลังงานส่วนที่ออกไป การเล่นตามทัศนะของไวกอตสกีจึงหมายถึง จินตนาการ เป็นความจริงของภาพมายาความต้องการที่ไม่ใช่ความจริง ซึ่งต่างจากชีวิตประจำวันที่เป็นความจริง การเล่นเป็นตัวแทนของกิจกรรมทางจิตสำนึกของมนุษย์ ขณะเด็กเล่น อารมณ์และความคิดมีบทบาทต่อกันและกันในการพัฒนาจินตนาการให้สูงขึ้น อย่างไรก็ตามจินตนาการไม่ได้ดำรงอยู่ในจิตสำนึกของเด็กในวัยที่เล็กมาก ดังนั้นการที่เด็กได้มีโอกาสเล่นอย่างเหมาะสมในแต่ละวัยจะช่วยส่งเสริมจินตนาการอันนำไปสู่ปัญญาระดับสูงต่อไป

มโนทัศน์เกี่ยวกับศิลปะสำหรับเด็กปฐมวัย
          ในที่นี่นำเสนอมโนทัศน์เกี่ยวกับศิลปะที่เหมาะสมสำหรับเด็กปฐมวัย 3ประเภท ได้แก่ ศิลปะการเคลื่อนไหวไหวและเต้นรำ ดนตรี และ ศิลปะการละคร
          ศิลปะการเคลื่อนไหวและเต้นรำ การเคลื่อนไหวเป็นภาษาแรกของมนุษย์เป็นการแสดงออกโดยประสบการณ์ที่มีต่อสรรพสิ่งในโลก การเคลื่อนไหวสร้างให้เกิดการเชื่อมต่อของระบบประสาทในสมองที่มีการเคลื่อนไหวซ้ำ ๆยิ่งทำให้เกิดความแข็งแรงของการเชื่อมต่อวงจรประสาทระหว่างสมองกับร่างกายมากขึ้นเท่านั้น  กล่าวได้ว่า ประสบการณ์การเคลื่อนไหวช่วยก่อรูปบุคลิกภาพ  ความรู้สึกและการประสบความสำเร็จของเด็ก
เด็กปฐมวัยควรได้รับประสบการณ์การเคลื่อนไหวในลักษณะที่แตกต่างหลากหลาย เพื่อขยายการเรียนรู้ให้กว้างขึ้น สิ่งที่ควรคำนึงในการจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวที่เหมาะสมสำหรับเด็กวัยนี้ ประกอบด้วย
          1. การใช้ร่างกาย เป็นการใช้ทั้งร่างกายหรือส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเช่น แขน ขา ไหล่ ศีรษะในการเคลื่อนไหว ทั้งที่เป็นการเคลื่อนไหวแบบแยกส่วน เช่น หมุนแขน หมุนคอ แกว่งขา และการประสานสัมพันธ์กัน เช่น วิ่งขณะตกมือ
          2. การใช้พื้นที่ การเคลื่อนที่ หรือเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกายด้วยวิธีการที่หลากหลาย เช่น ระดับ (สูง-ต่ำ) ทิศทาง (ไปข้างหน้า ถอยหลัง ตัดขวาง เป็นวงกลม)
          3. การจัดช่วง/เวลาจังหวะ เป็นการเคลื่อนที่หรือเคลื่อนไหวด้วยความเร็วจังหวะ ที่แตกต่างหลากหลาย เช่น เร็ว ช้า
          4. การใช้แรง เป็นการเคลื่อนไหวโดยใช้พื้นที่และจังหวะได้อย่างกลมกลืน แสดงการใช้แรงในระดับที่แตกต่างกันและออกท่าทางอย่างชัดเจน เช่น กระตือรือร้น ผ่อนคลาย หยุดแล้วเคลื่อนต่อ
          ดนตรี ดนตรีนำพาเราไปสู่โลกของการเคลื่อนไหวและการเต้นรำ เป็นสื่อกลางในการสื่อสารที่เป็นสากล การเต้นรำเป็นศิลปะรูปแบบหนึ่งซึ่งผสานร่างกายและจิตใจในการสื่อสาร เป็นการแสดงออกของอารมณ์ความรู้สึกนึกคิด ผ่านการเคลื่อนไหว ที่สัมพันธ์กันระหว่างช่วงเวลาและพื้นที่
          ดนตรีและภาษามีความคล้ายคลึงกัน คือเป็นการแสดงออกอย่างเป็นระบบของเสียงและความเงียบ ภาษาพูดเป็นการรวมตัวกันของลมหายใจ ความคิด และความรู้สึก จากการประสานกันอย่างละเอียดอ่อนและซับซ้อนของอวัยวะภายในร่างกาย การพูดเป็นเครื่องมือสื่อสารความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ สะท้อนศักยภาพทางปัญญาที่แสดงออกทางวาจาและท่าทางถึงความรู้สึก
          กระบวนการออกเสียงมีความสำคัญในการพัฒนาหูภายใน สำหรับการได้ยินเสียงและภาษาเขียน หูภายในช่วยให้เราได้ยินเสียงและความคิดภายในเช่นเดียวกับการที่เราออกเสียงเด็กพัฒนาการพูดในขณะที่เขาเล่นกล่าวคือขณะที่เด็กเล่นเด็กกำลังเข้าไปมีส่วนร่วมกับการพูดกำกับตนเองและการสร้างจินตนาการในการสื่อสาร
          การเลือกเพลงที่เหมาะสมกับเด็กปฐมวัยควรคำนึงถึงธรรมชาติของเสียงร้องเพลงของเด็กเนื่องจากเด็กมีช่วงเสียงที่แตกต่างกันตามอายุครูต้องรู้ว่าเด็กระดับอายุใดมีช่วงเสียงกว้างเท่าไร เพื่อการเลือกเพลงที่เหมาะสมเช่นเด็กอายุ 3-4 ปี มีเสียงกว้างประมาณ5เสียง
          การสอนเพลงให้แก่เด็กมีขั้นตอนคือเรื่องเพลงง่ายๆมีเนื้อร้องสั้นๆตรงกับความประสงค์ของครู ควรคัดเลือกดนตรีมีจังหวะลื่นไหล อ่อนหวาน ทำนองเพลงควรใช้เสียงเต็มเพื่อให้เพลงช่วยรักษาสมดุลของร่างกายจิตใจอารมณ์ของเด็กให้มั่งคงหากต้องใช้เครื่องดนตรี
ศิลปะการละคร การละครนอกจากจะเป็นเครื่องบันเทิงและให้ความสุขแล้วยังเป็นวิถีแห่งการศึกษาที่สำคัญเพราะละครเป็นสิ่งที่ช่วยโน้มน้าวจิตใจคนให้เห็นผิดชอบได้ทำให้จิตใจสูงขึ้น
          การที่เด็กมีโอกาสร่วมกิจกรรมละครนับได้ว่าเป็นการร่วมประสบการณ์สำหรับเด็กเนื่องจากในกิจกรรมละครเด็กได้พัฒนาสติปัญญาการเคลื่อนไหวร่างกายพฤติกรรมทางสังคมและอารมณ์ความคิดดีเริ่มสร้างสรรค์และความทราบซึ่งในสุนทรียภาพ
          การเล่านิทานเป็นการพูดอย่างหนึ่งที่ถ่ายทอดความรู้สึกภายในโดยใช้ภาษาที่สูงขึ้นคำนึงถึงจุดเริ่มเรื่องการดำเนินเรื่อง จุดหักเหและตอนจบ ผู้เล่านิทานควรฝึกออกเสียงและพิจารณาถึงอารมณ์และรายละเอียดสำคัญของเสียงเสียงที่น่าฟัง
          นิทาน คือ ภาพสะท้อนของมนุษย์เป็นเรื่องราวที่เล่าถึงความลี้ลับของชีวิตที่สืบทอดต่อกันมาเปิดเผยถึงความหมายสะท้อนถึงความลุ่มลึกในการเข้าใจชีวิตของมนุษย์ในแต่ละยุคสมัยเนื้อหาในนิทานคือเรื่องราวการพัฒนาของมนุษย์และการไขปริศนาของชีวิตที่นำเสนอในเชิงสัญลักษณ์
          การสร้างความเงียบนั้นเป็นสิ่งสำคัญก่อนการเริ่มเล่านิทานให้กับเด็กเป็นการนำเด็กเข้าสู่บรรยากาศของการฟังอย่างตั้งใจความเงียบซึ่งรวมถึงให้เป็นหนึ่งความคิดความรู้สึกและความมุ่งมั่นตั้งใจเป็นการเริ่มตนนิทานให้มีพลังมากที่สุด การสร้างความเงียบเป็นการนำเด็กเข้าสู่ภาวะคลื่นสมองต่ำสำหรับโลกแห่งจิตนาการ

บทบาทครูปฐมวัยในการสนับสนุนประสบการณ์ทางสุนทรียภาพแก่เด็กปฐมวัย
          ชกรีมาเชอร์ กล่าวถึงบทบาทครูปฐมวัยที่สนับสนุนประสบการณ์ทางสุนทรียภาพของเด็กไว้ว่า
          1. ครูเป็นแบบอย่างทางสุนทรียะ ครูสามารถเป็นแบบอย่างของสำนึกทางสุนทรียะและความรู้สึกที่ผ่านสัมผัสรับรู้ต่างๆ โดยให้เวลากับการเรียนรู้ที่จะเป็นผู้ตอบสนองทางสุนทรียะการแต่งกายของครูสะท้อนความชื่นชมสี และความกลมกลืนของสีในการเลือกเสื้อผ้าและเครื่องประดับการแต่งกายที่ประณีตสบายเหมาะกับการเคลื่อนไหว การเล่น การก้มตัว และการนั่งกับพื้น แสดงสุนทรียะในอิริยาบถของครูความใส่ใจและให้เวลากับเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญมากในการเป็นแบบอย่างของสำนึกทางสุนทรียะ
          2. การพัฒนาความงดงามภายในใจ ความงามภายในจิตใจของครูแสดงให้เห็นได้จากการมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับเด็กทุกคนและเห็นคุณค่าของความแตกต่างของเด็กแต่ละคนท่าทีของครูที่มองหาความแตกต่างและความงดงามของเด็กแต่ละคนเป็นสิ่งที่เด็กรับรู้ได้จากคำพูดที่ไพเราะเด็ก ๆ ชอบน้ำเสียงให้เกียรติและไม่ใช้อำนาจ
          3. การนำเสนอศิลปะที่หลากหลาย เด็กๆ ควรได้พบความแตกต่างหลากหลายเช่น งานศิลปะ บทเพลง การจัดสิ่งแวดล้อมอย่างมีสุนทรียะห้องเรียนสามารถสร้างบรรยากาศที่เป็นสุนทรียะได้และสิ่งแวดล้อมที่เต็มไปด้วยการสัมผัสที่หลากหลาย ติดภาพงานศิลปะ โครงสร้างของห้อง และการเลือกใช้สี จัดให้มีกิจกรรมไปเยี่ยมศิลปินหรือคนที่ทำงานศิลปะต่างๆ และจัดกิจกรรมศิลปะนอกสถานที่

แนวทางการกำหนดวัตถุประสงค์ในการจัดประสบการณ์สุนทรียสำหรับเด็กปฐมวัย
ศิลปะการเคลื่อนไหวและเต้นรำ
          จิตพิสัย
          1. การมีสมาธิจดจ่อ
          2. ความมั่นใจ
          3. จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์
          4. การชื่นชมผู้อื่น
          พุทธพิสัย
          1. ศิลปะการเคลื่อนไหวและการเต้นรำหลายแบบ
          2. คำศัพท์ที่เรียกการเคลื่อนไหวลักษณะต่างๆ เช่น ก้าวกระโดด เดินย่ำเท้า
          3. การเคลื่อนหลายลักษณะรวมทั้งการใช้ร่างกายถ่ายทอดการเคลื่อนไหว
          4. การใช้พื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ
          5. การระมัดระวังความปลอดภัยเมื่อเคลื่อนไหวไปในพื้นที่ต่างๆ และเคลื่อนไหวข้างผู้อื่น
          ทักษะพิสัย
          1. การเข้าใจและปฏิบัติตามคำสั่ง
          2. การแสดงความเป็นตัวของตัวเอง
          3. การประสานสัมพันธ์ส่วนต่าง ๆ และการควบคุมร่างกาย
          4. การใช้พื้นที่และความตระหนักเป็นพิเศษในสถานการณ์การเคลื่อนไหวเต้นรำในที่ต่างๆ
          5. การเรียนแบบการเคลื่อนไหวในท่าเต้นรำ
          6. การจำแบบแผนการเคลื่อนไหว
          7. ลำดับการเคลื่อนไหวง่ายๆ
          8. การจดจำและการทำซ้ำ
          9. การเคลื่อนไหวท่าพื้นฐานในการเต้นรำ
          10. การเคลื่อนไหวในทิศทางต่างๆ
          11. การใช้จินตนาการตอบสนองและตีความสิ่งเร้าได้โดยใช้การเต้นรำ
          12. การแสดงการเคลื่อนไหวเต้นรำ
ดนตรี
          จิตพิสัย
          1. ความสุขสนุกสนานกับดนตรีทั้งโดยการถ่ายทอดแสดงออกผ่านทางการเคลื่อนไหวและการฟังในทุกโอกาสที่เป็นไปได้
          2. การชื่นชมดนตรี การเต้นรำ และละครจากวัฒนธรรม ประเพณีต่างๆ
          3. การชื่นชมการแสดง
          4. ความซาบซึ้งและการตอบสนองต่อดนตรีที่สื่ออารมณ์ความรู้สึกและความคิดต่างๆ
          5. การแบ่งปัน และร่วมมือ รอคอย ผลัดเปลี่ยนใช้อุปกรณ์ในกลุ่ม
          พุทธพิสัย
          1. การเปล่งเสียงตอบสนองต่อดนตรีอย่างสร้างสรรค์ได้โดยการใช้เสียงทั้งเป็นรายบุคคล  เป็นกลุ่มย่อย และกลุ่มใหญ่
          2. การฝึกฝนฟังดนตรีอย่างมีสมาธิสำรวจเสียงเพลงจนสามารถรู้สึกถึงดนตรีเข้าไปในตัวและตระหนักถึงความกลมกลืนอันเกิดจากองค์ประกอบต่างๆ ทางดนตรีได้แก่
              2.1 จังหวะ
              2.2 ทำนอง
             2.3 เสียงประสาน
             2.4 รูปแบบ
             2.5 สีสัน
             2.6 ลักษณะของเสียง
          3. การขยายประสบการณ์และความรู้ทางดนตรี จากวัฒนธรรมที่หลากหลาย ด้วยดนตรีและเพลงที่คัดสรรจาก
              3.1 เพลงในสมัยต่างๆ และวัฒนธรรมต่างๆ
             3.2 เพลงที่ประพันธ์โดยนักประพันธ์เพลงและนักดนตรีที่มีชื่อเสียงในอดีต และปัจจุบัน
          ทักษะพิสัย
          1. การแสดงออกและการสร้างสรรค์ประพันธ์เพลงโดย
              1.1 การควบคุมเสียงการเปล่งเสียงของตนเอง
              1.2 การหัดร้องเพลงจากความจำ
              1.3 การเล่นเพลงทำนองสั้นๆ หรือเล่นเสียงประกอบเพลง
          2. การแสดงร่วมกับผู้อื่นโดยตระหนักถึงผู้ฟัง สถานที่ และโอกาส
              2.1 การร้องเพลงพร้อมกันกับเพื่อน
              2.2 การฝึกซ้อมและการแลกเปลี่ยนสร้างเสียงดนตรีกับผู้อื่น
          3. การสร้างสรรค์ดนตรีเพื่อตอบสนองสิ่งเร้าต่างๆ  และสำรวจสิ่งต่างๆ รอบตัว เช่น เสียง
              3.1 การสร้างสรรค์แต่งทำนองเพลงคิดทำนองเพลง
              3.2 การสำรวจ สร้าง เลือก และเรียบเรียงเสียงที่เป็นโครงสร้างง่ายๆ
          4. การสื่อสารความคิดทางดนตรีร่วมกับผู้อื่น
              4.1 การใช้เสียงเพื่อสร้างสรรค์
          5. การฟัง
              5.1 การรู้จักดนตรี จากเพลงยุคต่างๆ
              5.2 การรู้ว่าเสียงต่าง ๆ เกิดจากวิธีต่างๆ
              5.3 การรู้ว่าเสียงที่ใช้ในดนตรีเพื่อสร้างความรู้สึกต่างๆ เช่นความสงบสบาย กระตือรือร้น เบิกบาน
              5.4 การรู้ว่าดนตรีมาจากสมัยและถิ่นที่ต่างๆ
ศิลปะการละคร
การเล่นบทบาทสมมุติการเล่นตามจินตนาการและการเล่าเรื่อง
          จิตพิสัย
          1. การมีความรู้สึกร่วมและเห็นใจผู้อื่น
          2. ความมั่นใจในการใช้อุปกรณ์และพื้นที่รอบตัวในการถ่ายทอดและพัฒนาความคิดของตน
          3. ความมั่นใจในการสวมบทบาทต่าง ๆ
          4. รู้จักแบ่งปัน
          5. ความสุขในการแสดงออกถึงความเป็นตัวเอง
          พุทธพิสัย
          1. บทบาทที่หลากหลายของคนในสังคมป
          2. ภาษาและการใช้ภาษาที่เหมาะสมกับบทบาทต่าง ๆ
          3. การดำเนินชีวิตและวัฒนธรรมต่าง ๆ ของผู้อื่น
           4. การสวมบทบาทของผู้อื่น
           5. กติกาข้อตกลงในการเล่นกับผู้อื่น
           6. การมีประสบการณ์กับความรู้สึกต่าง ๆ ของบุคคล
          7. ความแตกต่างระหว่างการเล่นสมมติกับชีวิตจริง
          8.ความแตกต่างของบทบาทต่าง ๆ
          ทักษะพิสัย
          1. การเจรจาต่อรอง การร่วมมือ การทำงานร่วมกัน
          2. การประนีประนอมในการเล่นที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง
          3. การสวมบทบาทโดยใช้อุปกรณ์เป็นสื่อ
          4.การฟังและการตอบสนองเพื่อต่อเนื่องบทสนทนา
          5. การกำหนดขอบเขตของตนโดยการสังเกตจากการเจรจาต่อรอง
          6. แบบระดับเสียงและการแสดงออกเพื่อให้ภาพตัวละครที่แตกต่าง
          7. การแสดง perform
          8. การเล่นบทบาทสมมติที่มีกติกาและข้อตกลงกำกับ
          9. การแสดงออกและสำรวจความรู้สึก
          10. การเลือกและทำอุปกรณ์ที่เหมาะสมกับบทบาทที่เล่น
          11. การฟัง จดจำ และการเล่าซ้ำ เรื่องราวตามลำดับเหตุการณ์
          12. การแต่งเรื่อง
          13. การแลกเปลี่ยนความคิดกับผู้อื่น

สมาชิก
นางสาวสุกัญญา  พร้อมจิต รหัสนักศึกษา 62121860203
นางสาวสุภาพร  พลพงษ์  รหัสนักศึกษา 62121860209
นางสาวนริศรา  ศรีเพชร รหัสนักศึกษา 62121860230



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น